Saturday14

http://saturday14.com
my new domain

http://saturday14.wordpress.com
my english blog

ให้ความเห็น

Filed under Uncategorized

Dream Image

บทความบทหนึ่งในนิตยสารฉบับหนึ่งส่งต่อสิ่งสิ่งหนึ่งผ่านสายตาคู่หนึ่งไปยังสมองของคนคนหนึ่ง

เพลงแจ็ซบรรเลงอยู่เบื้องหลัง ฉันนั่งเปิดอ่านไปทีละหน้า
แล้วความคิดก็พาฉันลอยออกไป

มักจะมีคำกล่าวไว้ว่า วัยเยาว์เป็นวัยแห่งความฝัน เป็นวัยแห่งการริเริ่มที่จะทำ เราสามารถจินตนาการอะไรขึ้นมาก็ได้โดยไม่มีผิด ไม่ต้องสนใจใครรอบข้าง เนื่องด้วยเราอยู่ในอาณาเขตของคนแห่งความฝัน ณ ดินแดนนี้ ผู้ใดฝันไว้จะไม่ผิด ไม่ฝันสิจะถูกมองว่าแปลก…ไม่ก็น่าสงสาร

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเลยวัยนั้นไปแล้ว?

เราเริ่มที่จะ “ยอมรับ” ความเป็นไปของโลกมากขึ้น และค้นพบว่าเราก็เป็นเพียงแค่ก้อนมวลสารที่โคจรล้อมรอบกลุ่มพลังงานบางอย่างที่ส่องแสงเจิดจ้ายากเกินต้านทาน

เป็นไปได้ไหมว่าการ “ยอมรับ” นำพาไปสู่จุดจบแห่ง “ความฝัน”?

ผู้ใดที่ยังคงเชื่อมั่นในอาณาเขตแห่งความฝันของตน หากไม่ยอมรับโลกภายนอก ก็จะถูกกีดกัน สุดท้ายเขาคงต้องหลบไปอยู่ในที่ใดสักแห่งที่เขาจะไม่ถูกรบกวนจากความวุ่นวายในโลกแห่งการ “พยายามที่จะยอมรับ”

บางที “ความพอดี” ก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน

น่าเสียดายที่เราต้องเติบโตขึ้นไปเพื่อยอมรับบางสิ่งบางอย่าง
ที่คนบางคนมองว่าควรยอมรับ
ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น

มองอีกแง่
จะดีกว่าไหมถ้าเราไม่หวังอะไรเลย ในเมื่อท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็ต้องสูญสลายไป
จะดีกว่าไหมถ้าจะไม่ฝันอะไรเลย ในเมื่อท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็ต้องขึ้นสู่มาตรฐานหนึ่งเหมือนกันหมด

ความสิ้นหวังคือคำตอบของคนที่หยุดฝัน?
คนที่ยอมรับ?
หรือมันคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว?

บางที “ความพอดี” ก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน

ให้ความเห็น

Filed under Uncategorized

Scenery

ถ้าเป็นไปได้ ถ้ามีเวลา
ทุกเช้าจะมานั่งที่ริมหน้าต่างหน้าบ้าน
แล้วมองออกไป
  
มื้อเช้าเบาเบากับทิวทัศน์สีเขียว
ค่อนข้างดีเลยทีเดียวสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่
  
แม้จะมีตึกสูง 10 ชั้นมาบดบังวิวมุมกว้างทางขวามือ
แต่ที่มุมมุมหนึ่งฝั่งซ้ายมือ
จะพบกลุ่มต้นไม้ใหญ่เขียวครึ้มกำลังไหวเต้น
  
กระพริบ
  
กระพริบ
  
ใบไม้แต่ละใบค่อยค่อยสะบัดไปมาตามจังหวะการปะทะของคลื่นลม
ใบที่อยู่ด้านนอกจะขยับตัวได้มากกว่าใบที่อยู่ด้านใน
ผลที่ได้เป็นการพลิกหน้าพลิกหลังไปมาของเหล่าใบไม้น้อย
  
นึกถึงทรูคาเฟ่ที่พารากอน
กับฉากลายจุดสีแดงขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนหน้าตาไปตลอดเวลา
  
มองดูแล้วก็เพลินดี
กับสิ่งที่ธรรมชาติให้กับเรา
  
อาจเป็นเพราะเหตุนี้
อาจเป็นเพราะหลายปัจจัย
สเปซแห่งความผ่อนคลาย
บรรยากาศแห่งการจรรโลงใจ
มันมีอะไรบางอย่างที่ชวนให้ฉันหลงไหล
และแทรกใส่มันในงานออกแบบทุกทุกชิ้น
  
ฉันเชื่อว่าคนเราต้องการการพักผ่อนที่ลึกลงไปถึงขั้นจิตใจทุกทุกวัน
ความเรียบง่ายที่นุ่มนวลและอบอุ่น
อะไรบางอย่างที่สบายสบาย
  
  
ดั่งทิวทัศน์ยามเช้า

1 ความเห็น

Filed under Uncategorized

Between the Lines

“Your hair is very beautiful,” I say.

“Is it?” she says.

“Has anyone ever complimented you on your hair before?”

“No,” she says, looking at me, her hands in her pockets. “When you speak of my hair, are you also speaking about something in you?”

“Am I? It was just a simple statement.”

She smiles briefly. “I am sorry. I suppose I am unused to your way of speaking.”

Haruki Murakami, Hard-Boiled Wonderland and the End of the Word, P.64

ให้ความเห็น

Filed under Uncategorized

This is Bangkok.

ทุกครั้งที่กลับไป
บรรยากาศแถวนั้นไม่เคยทำให้ฉันเบื่อเลยแม้แต่น้อย

การเดินทางเริ่มต้นที่สถานีรถไฟฟ้าปลายทางสายสีลม: สถานีสะพานตากสิน
ฉันเดินลงจากสถานีด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ออกไป “ท่องเที่ยว”
เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยประถม วันนี้เราตั้งใจหลีกหนีจากสถานที่พบปะเดิมเดิม
…ห้างสรรพสินค้าไม่ใช่สถานที่ที่พวกเราพิศมัยเท่าใดนัก

เรือด่วนล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา

ตลอดช่วงชีวิต 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฉันพบข้อสรุปอย่างหนึ่ง…
การเดินทางจะสนุกได้อย่างไรถ้าไม่หลงทาง!
นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันตั้งใจเดินเรื่อยเปื่อยไม่คิดอะไรทุกครั้งที่มาเหยียบที่นี่

พวกเราเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ราวกับอยู่ในเรื่อง Alice In Wonderland
กดชัตเตอร์ ก้าวเดิน หยุด กดชัตเตอร์ เสียงหัวเราะ พูดคุย เดินทอดน่อง
ช่วงเวลานั้นเองที่ฉันรู้สึกได้ถึง “ความมีชีวิต”

ท่ามหาราช ถนนหน้าพระลาน วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง
ถนนราชดำเนิน สนามหลวง วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า กระทรวงกลาโหม
ม.ศิลปากร ท่าพระจันทร์ ตลาดวังหลัง

  

ฉันรักที่นี่

     

เสน่ห์เกินบรรยาย
ความมีชีวิตชีวา
ความไม่เสแสร้ง ไม่ปรุงแต่ง
แก่นแท้ สิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่เป็นไป

  

  

  

  

  

ระหว่างทางสู่ท่าพระจันทร์

  

  

  

    

  

  

  

  

ฉันเกลียดการเดินห้าง

ให้ความเห็น

Filed under Uncategorized

Antique Camera Parade

ช่วงนี้รู้สึกสนใจกล้องโบราณสมัย 40-50 ปีที่แล้วมากๆ เปิดดูแต่ละรุ่นมีรูปร่างหน้าตาแปลกๆงามๆเยอะ ชวนนึกถึงความคลาสสิคแบบยุคหลังสงครามโลก แถมยังเป็นอะไรที่ท้าทายดีในการใช้กล้องเก่าแบบที่คนยุคเก่าเขาใช้กัน บางรุ่นไม่มีที่วัดแสง บางรุ่นต้องกะระยะโฟกัสเอาเอง ก็เป็นความลำบากที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่จะกลับไปเล่นกล้องฟิล์ม ซึ่งตอนนี้เราก็ทำการขุด Nikon F80 ที่ใช้เมื่อสมัยมัธยมฯ มาฟิตซ้อมร่างกายเตรียมออกปฏิบัติการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาคือเมื่อไหร่เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ก็ได้เล็งกล้องโบราณไว้ 2-3 ตัว คงต้องใช้ชีวิตอย่างอดๆอยากๆเพื่อจะได้เก็บเงินให้ครบ หรือไม่ก็ต้องหาทางหาทุนมาให้ทันสักทาง

Werra I (Germany, 1955)

Werra I

อันดับ 1 ตกเป็นของกล้องสีเขียวหม่น หน้าตา clean แบบผู้ดี ส่งตรงจากโรงงาน Carl Zeiss Jena ในเยอรมัน ตัวนี้เป็นกล้อง 35mm ขั้นทวด เนื่องด้วยเราต้องปรับทุกอย่างเอาเองหมด ตั้งแต่ f-stop, shutter speed, focus โดยความที่มันไม่ใช่กล้องแบบ rangefinder จึงต้องมานั่งกะระยะเอาเองว่าพอหรือยัง ออกแนว Smena 8M เพราะฉะนั้นหากเอามาใช้ถ่ายแนวโม่ก็น่าจะพอไปไหว (ความรั่วคงไม่มี เพราะมันไม่ใช่กล้องของเล่น) จุดเด่นของมันคือ หน้าตาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ปกติแล้วกล้องทั่วไปจะมีที่กรอฟิล์มและอะไรจิปาถะให้เห็นเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านบน แต่เจ้า Werra I ตัวนี้กลับซ่อนทุกอย่างไว้ด้านใต้+ด้านหลัง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นความงามแบบสะอาดสะอ้าน ดูเนี้ยบสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ทริคอีกอย่างคือ ฝาครอบเลนส์ ที่ทำมาครอบเลนส์จริงๆทั้งเลนส์เลย หากถอดออกก็สามารถนำมาใช้เป็น sunshade ได้ด้วย ข้อเสียอย่างเดียวในแง่รูปลักษณ์คือสีของมันเนี่ยแหล่ะ โดยส่วนตัวแล้วถ้าเป็นสีดำจะเวิร์คมากกว่าในหลายๆแง่ แต่สำหรับผู้ที่ชอบความแปลกถึงขั้นขีดสุด สีเขียวโทนนี้ก็ให้อารมณ์ antique ได้ดีทีเดียว

Fed 5B (Russia, 1975-90)

Fed 5B

กล้องรัสเซียตัวนี้เห็นมีออกมาอยู่ 3 แบบให้เลือก แบบแถบดำ แบบแถบเงิน และแบบแถบเงินโลโก้ Moscow Olympic Games ตัวนี้ดีกว่าตัวที่แล้วหน่อยตรงที่เป็นกล้อง rangefinder มองทาง viewfinder แล้วปรับโฟกัสให้ตรงได้เท่าที่เห็นเลย ยังคงน่าตื่นเต้นเพราะมันเป็น Manual 100% เช่นเดียวกับ Werra I ใช้ฟิล์ม 35mm อย่างไรก็ตามน้ำหนัก 720g ของมันท่าทางจะหนักไม่ใช่เล่น เจ้านี่ไม่มีที่ต่อสายสะพายข้างกล้อง ต้องใช้คู่กับกระเป๋าหนังที่แถมมาให้ หรือไม่ก็ใส่กระเป๋าอื่นแทน

Agfa Isolette II (Germany, 1952-58)

Agfa Isolette II

แรกพบก็หลงรักทันทีกับกล้อง folding camera ตัวนี้ เป็นกล้อง medium format ใช้กับฟิล์ม 120mm จึงถ่ายได้เพียง 12 รูป ขนาด 6x6cm ความจริงแล้วหากเป็นรุ่น Isolette III จะแถม rangefinder มาให้ด้วย แต่เท่าที่เห็นมีขายก็เป็นรุ่นนี้ซะส่วนใหญ่ จึงต้องใช้ฝีมือและความชำนาญในการปรับแต่งทุกอย่าง กว่าจะได้แต่ละรูปมาคงใช้เวลานานไม่ใช่เล่น เว้นแต่จะยิงแหลกไม่ยั้งตามสไตล์โม่ แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากใช้กล้องนี้แบบช้าๆได้พร้าเล่มงามมากกว่า เห็นกระโปรงมันแล้วนึกถึงร้านกล้องของอากงสมัยโน้น ความแอนธีควินเทจให้เต็มไปเลย

Yashica 635 (Japan, 1969)

 

Yashica 635

กล้อง TLR รุ่นนี้ใช้ได้ทั้งฟิล์ม 120mm และ 35mm (แต่ต้องมี accessory พิเศษ) อันนี้สนใจเพราะอยากลองกล้องแบบเลนส์คู่มานานแล้ว (เวลาถ่ายจะใช้วิธีมองจากด้านบนแทนการมองผ่าน viewfinder) เห็นว่าตัวนี้ครบทั้งความเป็น manual และหน้าตาที่ลงตัว แบกไปมาเหมือนถือกล่องนม น่าสนุกดี แต่ราคาเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย

รวมราคากล้องทั้ง 4 ตัวก็เฉียด 2 หมื่น ไม่นับค่าฟิล์มค่าซ่อมที่ตามมา คงได้แต่หวังว่าสักวันจะมีเก็บไว้เป็น collection กล้องโบราณ วางเรียงเป็นแถบในตู้กระจกอย่างดี ว้าว ว้าว ก็คงต้องฝันแล้วหาทางเก็บตังค์กันต่อไป

3 ความเห็น

Filed under Uncategorized

หนึ่งในหลายหลายวันที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงบันดาลใจ

บ่อยครั้งมีความอยากที่จะทำอะไรสักอย่างให้มันสำเร็จลุล่วง
แต่เมื่อทำไปแล้วก็หยุดซะขณะนั้น
ราวกับน้ำมันหมดกลางทาง
ไปต่อไม่ได้

หากพยายามดันทุรังต่อไปจนถึงที่หมาย
ผลลัพธ์ที่ได้มักจะไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจ
เพราะเราไม่ได้รู้สึกกับมันจริงจริงตั้งแต่แรกเริ่มจนบทสุดท้าย

เคยสังเกตมาหลายครั้งแล้ว
แรงกระตุ้นภายในนั้นมาแว่บเดียว
ชั่วขณะนั้นเป็นโอกาสแห่งการตัดสินใจ
จะทำ หรือ ไม่ทำ
ถ้าทำก็จะทำต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมด “แรง”
ถ้าไม่ทำ ฝากไว้ก่อน ตื่นมาพรุ่งนี้ก็หมด “แรง” เช่นกัน
แต่ได้ effect คนละแบบ event คนละอย่าง

มักจะเป็นช่วงเวลาสีเทา ที่บรรยากาศอึมครึมตลอดการเดินทางในความคิด

ให้ความเห็น

Filed under Uncategorized

Open:Mind

“ผมว่าคนเยอะมากที่ปิดตัวเองจากสิ่งที่ทำ บางทีคนเราตัดสินว่าตัวเราเป็นอะไรจากสิ่งที่ตัวเองเรียนมาไม่ได้ เราไม่น่าจะให้สิ่งที่ตัวเองเรียนหรือสิ่งที่ตัวเองทำมาบอกว่าเราเป็นอะไร  แต่ผมไม่ได้อยากให้คนทำอะไรหลายๆอย่างนะ แต่ถ้าเขาสนใจทำอะไร เขาก็ควรจะทำโดยไม่ต้องมามองว่า เฮ้ย เราเป็นอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ไม่ได้”

- อาจวรงค์ จันทมาศ, หน้า 82, อะเดย์ เล่มที่ 85

อ่านแล้ว “ซึ้งว่ะ” กับความคิดของเจ้าของคอลัมน์ thought experiment ในนิตยสารอะเดย์คนนี้ ติดตามอ่านคอลัมน์ของเขาอยู่เนืองๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าอีตานี่ต้องเนิร์ดแน่ พอได้มาอ่านบทสัมภาษณ์ไซส์มินิ (แค่ 2 คำถาม) ของเขาก็พบว่า นิสิตป.โทด้านฟิสิกส์คนนี้มีอะไรอยู่ในหัวเยอะเหมือนกัน …ดีใจกับแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคำพูดสั้นๆไม่กี่ประโยคของเขา

มันอาจจะไม่ใช่ว่าเราสนใจอะไรแล้วทำมันหมดทุกอย่าง แต่ถ้ามองในแง่ของ “โอกาส” แล้ว ถ้ามันมีช่องเราก็ควรที่จะลองแหย่เท้าเข้าไปดู การที่เราหยุดตัวเองไว้เพียงเพราะความไม่มั่นใจโง่ๆไร้เหตุผล นั่นเท่ากับเป็นการดูถูกคุณค่าของชีวิตตัวเองเลยก็ย่อมได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็อาจเป็นได้แค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ทำสิ่งสิ่งหนึ่ง พอหมดสภาพเขาก็โยนทิ้งเพราะเราทำอย่างอื่นไม่เป็น

“ผมเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว ผมเป็นคนชอบอะไรหลายๆอย่าง อ่านหนังสือก็อ่านหลายๆแบบ พอมาลองทำงานผมก็เลยเปลี่ยนดู ลองทำโน่นทำนี่ ผมทำงานในรูปแบบองค์กรมาเยอะทั้งธนาคาร สถาบันการเงิน กฎหมาย ซึ่งเป็นงานที่หนักทั้งหมด ผมก็อยากลองดูว่าเรามีความสุขจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งลุกมาจากโต๊ะตอนอายุ 50 ปี แล้วเพิ่งมารู้สึกตัวว่า 30 ปีของเราหายไปแล้วกับการนั่งทำสิ่งพวกนี้ ผมก็เลยตัดสินใจถอยหลังออกมาลองทำอย่างอื่นดูบ้าง ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ทำงานสนุกมาก ท้าทาย แต่ก็เครียดมาเหมือนกัน เราต้องหาจุดตรงกลางให้เจอ ต้องไตร่ตรองกับว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นสิ่งที่ชีวิตเราต้องการจริงๆหรือเปล่า เป็นสมดุลของชีวิตที่ผมพยายามหาอยู่”

- กร เกียรติเฟื่องฟู, หน้า 84, อะเดย์ เล่มที่ 85

อาจจะพูดได้ว่า ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์คนนี้ได้ทำให้ฉันกระจ่างกับสถานะทางชีวิตในปัจจุบันนี้มากขึ้นผ่านทางบทสัมภาษณ์ของเขา ฉันเชื่อว่า การได้ทำอะไรไปเรื่อยๆเพราะอยากทำ ทำแล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดเท่าที่คนคนนึงจะค้นพบได้แล้ว คือคล้ายกับเป็นเกมเกมหนึ่ง คุณจะสามารถใช้เวลาที่ให้มาทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำได้มากแค่ไหน ทั้งนี้ก็จะมีตัวแปรสำคัญในเรื่องของความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องเลือกดูว่าจะอึดอัดอยู่ในระบบอย่างปลอดภัยเหมือนนั่งคุก หรือจะออกมาวิ่งเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกอย่างเด็กช่างสงสัย

เคยมีคนบอกไว้ ถ้าสนใจอะไรควรตั้งใจกับมันให้เต็มที่ เป็น expert ในสายนั้นๆให้ได้ ก็ไม่เถียงหรอกว่ามันเป็นความจริง แต่นั่นมันสำหรับคนที่ “ค้นพบ” แล้วต่างหากว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่กับชีวิต คำว่า expert อาจไม่ได้หมายถึงในแง่ของอาชีพ แต่อาจเป็นการใช้ชีวิต เป็นความคิด เป็นสิ่งที่เราเป็น เราทำ เราถนัด หากเราพบแล้วว่าเราเกิดมาเพื่อทำอะไร ก็ให้รีบหมกตัวเข้าไปในสิ่งนั้นให้ถึงที่สุด ซึ่งเรื่องแบบนี้จะให้กำหนดตายตัวไม่ได้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ ก็คงเป็นเรื่องของจังหวะชีวิตเท่านั้นแหล่ะว่าใครจะพบก่อนใคร

อาจเป็นไปได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้มีอะไรให้ลองทำลองเล่นเยอะเหลือเกิน สำหรับคนที่ชอบคิดไปเรื่อยๆอย่างฉัน มันก็เหมือนได้เข้าไปอยู่ในสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นหลายอย่างให้ได้ลองเล่น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งฉันก็คงจะนึกได้เองว่า เครื่องเล่นอันไหนที่ฉันเล่นแล้วรู้สึกสนุกที่สุด ซึ่งฉันว่าเวลานั้นก็ใกล้เข้ามาแล้วล่ะ

อย่างไรก็ตาม บางทีฉันอาจไม่เหมาะกับการปักหลักอยู่กับที่เพื่อ “ก่อยอด” ก็เป็นได้ ในตอนนี้ การได้กระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งคงเป็นความสุขที่สุดแล้วสำหรับฉัน

ให้ความเห็น

Filed under Uncategorized

เรียนเรียนเล่นเล่น

กำลังสงสัยว่า
ที่เราเรียนมา 12 ปีในโรงเรียน
มันนานไปหน่อยไหมสำหรับการปูพื้นฐานทางความรู้
ในเมื่อจริงๆก็แค่จับยัดใน 3 ปีสุดท้าย?

นึกถึงพวกนักเปียโนระดับเซียน
ไม่ก็นักกีฬาระดับโลก
พวกนี้ฝึกมาแต่เด็กทั้งนั้น

หากเอาเวลาสอนคาบละ 50 นาที วันละ 8 คาบ รวมพัก 10 นาที เช้า-เย็น และพักกลางวันอีก 50 นาที
โยนทิ้งไปซะ
แล้วจัดระบบเสียใหม่
ให้เรียนพอรู้ พอเอาไปคุยกับอาชีพอื่นเขาได้บ้าง ไม่ใช้เรียนให้มันรู้หมด
(เพราะยังงัยเวลาที่อาจารย์ใช้สอนต่อคาบก็เกินพออยู่แล้ว)
เวลาที่เหลือก็เอาไปใช้ฝึกงาน เข้าสังคม ทำสิ่งที่เด็กอยากรู้อยากเห็นควรทำ
เพื่อให้พวกเขาได้ค้นพบแนวทางที่ตัวเองต้องการจริงๆ

บางทีปัญหาเรียนเก่งเข้าหมอ เรียนไม่เก่งเข้าหม้อ
ก็อาจพอทุเลาลงได้

สำหรับประเทศไทยสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมดนี้คงเป็นเพียงแค่คำทำนายสำหรับอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้า
…ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่

ยะฮู้ เจริญพร.

1 ความเห็น

Filed under Uncategorized

Dead Face Society Project LAUNCH!

Dead Face Society Logo (Prototype)

แปะไว้เตือนตัวเอง กันลืม เริ่มทำปิดเทอมนี้แน่นอน

2 ความเห็น

Filed under Uncategorized