Entries from ตุลาคม 2007

ตุลาคม 26, 2007

Antique Camera Parade

ช่วงนี้รู้สึกสนใจกล้องโบราณสมัย 40-50 ปีที่แล้วมากๆ เปิดดูแต่ละรุ่นมีรูปร่างหน้าตาแปลกๆงามๆเยอะ ชวนนึกถึงความคลาสสิคแบบยุคหลังสงครามโลก แถมยังเป็นอะไรที่ท้าทายดีในการใช้กล้องเก่าแบบที่คนยุคเก่าเขาใช้กัน บางรุ่นไม่มีที่วัดแสง บางรุ่นต้องกะระยะโฟกัสเอาเอง ก็เป็นความลำบากที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่จะกลับไปเล่นกล้องฟิล์ม ซึ่งตอนนี้เราก็ทำการขุด Nikon F80 ที่ใช้เมื่อสมัยมัธยมฯ มาฟิตซ้อมร่างกายเตรียมออกปฏิบัติการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาคือเมื่อไหร่เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ก็ได้เล็งกล้องโบราณไว้ 2-3 ตัว คงต้องใช้ชีวิตอย่างอดๆอยากๆเพื่อจะได้เก็บเงินให้ครบ หรือไม่ก็ต้องหาทางหาทุนมาให้ทันสักทาง
Werra I (Germany, 1955)

อันดับ 1 ตกเป็นของกล้องสีเขียวหม่น หน้าตา clean แบบผู้ดี ส่งตรงจากโรงงาน Carl Zeiss Jena ในเยอรมัน ตัวนี้เป็นกล้อง 35mm ขั้นทวด เนื่องด้วยเราต้องปรับทุกอย่างเอาเองหมด ตั้งแต่ f-stop, shutter speed, focus โดยความที่มันไม่ใช่กล้องแบบ rangefinder จึงต้องมานั่งกะระยะเอาเองว่าพอหรือยัง ออกแนว Smena 8M เพราะฉะนั้นหากเอามาใช้ถ่ายแนวโม่ก็น่าจะพอไปไหว (ความรั่วคงไม่มี เพราะมันไม่ใช่กล้องของเล่น) จุดเด่นของมันคือ หน้าตาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ปกติแล้วกล้องทั่วไปจะมีที่กรอฟิล์มและอะไรจิปาถะให้เห็นเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านบน แต่เจ้า Werra [...]

ตุลาคม 25, 2007

หนึ่งในหลายหลายวันที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงบันดาลใจ

บ่อยครั้งมีความอยากที่จะทำอะไรสักอย่างให้มันสำเร็จลุล่วง
แต่เมื่อทำไปแล้วก็หยุดซะขณะนั้น
ราวกับน้ำมันหมดกลางทาง
ไปต่อไม่ได้
หากพยายามดันทุรังต่อไปจนถึงที่หมาย
ผลลัพธ์ที่ได้มักจะไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจ
เพราะเราไม่ได้รู้สึกกับมันจริงจริงตั้งแต่แรกเริ่มจนบทสุดท้าย
เคยสังเกตมาหลายครั้งแล้ว
แรงกระตุ้นภายในนั้นมาแว่บเดียว
ชั่วขณะนั้นเป็นโอกาสแห่งการตัดสินใจ
จะทำ หรือ ไม่ทำ
ถ้าทำก็จะทำต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมด “แรง”
ถ้าไม่ทำ ฝากไว้ก่อน ตื่นมาพรุ่งนี้ก็หมด “แรง” เช่นกัน
แต่ได้ effect คนละแบบ event คนละอย่าง
มักจะเป็นช่วงเวลาสีเทา ที่บรรยากาศอึมครึมตลอดการเดินทางในความคิด

ตุลาคม 7, 2007

Open:Mind

“ผมว่าคนเยอะมากที่ปิดตัวเองจากสิ่งที่ทำ บางทีคนเราตัดสินว่าตัวเราเป็นอะไรจากสิ่งที่ตัวเองเรียนมาไม่ได้ เราไม่น่าจะให้สิ่งที่ตัวเองเรียนหรือสิ่งที่ตัวเองทำมาบอกว่าเราเป็นอะไร  แต่ผมไม่ได้อยากให้คนทำอะไรหลายๆอย่างนะ แต่ถ้าเขาสนใจทำอะไร เขาก็ควรจะทำโดยไม่ต้องมามองว่า เฮ้ย เราเป็นอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ไม่ได้”
- อาจวรงค์ จันทมาศ, หน้า 82, อะเดย์ เล่มที่ 85
อ่านแล้ว “ซึ้งว่ะ” กับความคิดของเจ้าของคอลัมน์ thought experiment ในนิตยสารอะเดย์คนนี้ ติดตามอ่านคอลัมน์ของเขาอยู่เนืองๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าอีตานี่ต้องเนิร์ดแน่ พอได้มาอ่านบทสัมภาษณ์ไซส์มินิ (แค่ 2 คำถาม) ของเขาก็พบว่า นิสิตป.โทด้านฟิสิกส์คนนี้มีอะไรอยู่ในหัวเยอะเหมือนกัน …ดีใจกับแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคำพูดสั้นๆไม่กี่ประโยคของเขา
มันอาจจะไม่ใช่ว่าเราสนใจอะไรแล้วทำมันหมดทุกอย่าง แต่ถ้ามองในแง่ของ “โอกาส” แล้ว ถ้ามันมีช่องเราก็ควรที่จะลองแหย่เท้าเข้าไปดู การที่เราหยุดตัวเองไว้เพียงเพราะความไม่มั่นใจโง่ๆไร้เหตุผล นั่นเท่ากับเป็นการดูถูกคุณค่าของชีวิตตัวเองเลยก็ย่อมได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็อาจเป็นได้แค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ทำสิ่งสิ่งหนึ่ง พอหมดสภาพเขาก็โยนทิ้งเพราะเราทำอย่างอื่นไม่เป็น
“ผมเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว ผมเป็นคนชอบอะไรหลายๆอย่าง อ่านหนังสือก็อ่านหลายๆแบบ พอมาลองทำงานผมก็เลยเปลี่ยนดู ลองทำโน่นทำนี่ ผมทำงานในรูปแบบองค์กรมาเยอะทั้งธนาคาร สถาบันการเงิน กฎหมาย ซึ่งเป็นงานที่หนักทั้งหมด ผมก็อยากลองดูว่าเรามีความสุขจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งลุกมาจากโต๊ะตอนอายุ 50 ปี แล้วเพิ่งมารู้สึกตัวว่า 30 ปีของเราหายไปแล้วกับการนั่งทำสิ่งพวกนี้ ผมก็เลยตัดสินใจถอยหลังออกมาลองทำอย่างอื่นดูบ้าง ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ทำงานสนุกมาก [...]

ตุลาคม 5, 2007

เรียนเรียนเล่นเล่น

กำลังสงสัยว่า
ที่เราเรียนมา 12 ปีในโรงเรียน
มันนานไปหน่อยไหมสำหรับการปูพื้นฐานทางความรู้
ในเมื่อจริงๆก็แค่จับยัดใน 3 ปีสุดท้าย?
นึกถึงพวกนักเปียโนระดับเซียน
ไม่ก็นักกีฬาระดับโลก
พวกนี้ฝึกมาแต่เด็กทั้งนั้น
หากเอาเวลาสอนคาบละ 50 นาที วันละ 8 คาบ รวมพัก 10 นาที เช้า-เย็น และพักกลางวันอีก 50 นาที
โยนทิ้งไปซะ
แล้วจัดระบบเสียใหม่
ให้เรียนพอรู้ พอเอาไปคุยกับอาชีพอื่นเขาได้บ้าง ไม่ใช้เรียนให้มันรู้หมด
(เพราะยังงัยเวลาที่อาจารย์ใช้สอนต่อคาบก็เกินพออยู่แล้ว)
เวลาที่เหลือก็เอาไปใช้ฝึกงาน เข้าสังคม ทำสิ่งที่เด็กอยากรู้อยากเห็นควรทำ
เพื่อให้พวกเขาได้ค้นพบแนวทางที่ตัวเองต้องการจริงๆ
บางทีปัญหาเรียนเก่งเข้าหมอ เรียนไม่เก่งเข้าหม้อ
ก็อาจพอทุเลาลงได้
สำหรับประเทศไทยสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมดนี้คงเป็นเพียงแค่คำทำนายสำหรับอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้า
…ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่
ยะฮู้ เจริญพร.