ตุลาคม 7, 2007...11:54 am

Open:Mind

ข้ามไปยังความคิดเห็น

“ผมว่าคนเยอะมากที่ปิดตัวเองจากสิ่งที่ทำ บางทีคนเราตัดสินว่าตัวเราเป็นอะไรจากสิ่งที่ตัวเองเรียนมาไม่ได้ เราไม่น่าจะให้สิ่งที่ตัวเองเรียนหรือสิ่งที่ตัวเองทำมาบอกว่าเราเป็นอะไร  แต่ผมไม่ได้อยากให้คนทำอะไรหลายๆอย่างนะ แต่ถ้าเขาสนใจทำอะไร เขาก็ควรจะทำโดยไม่ต้องมามองว่า เฮ้ย เราเป็นอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ไม่ได้”

- อาจวรงค์ จันทมาศ, หน้า 82, อะเดย์ เล่มที่ 85

อ่านแล้ว “ซึ้งว่ะ” กับความคิดของเจ้าของคอลัมน์ thought experiment ในนิตยสารอะเดย์คนนี้ ติดตามอ่านคอลัมน์ของเขาอยู่เนืองๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าอีตานี่ต้องเนิร์ดแน่ พอได้มาอ่านบทสัมภาษณ์ไซส์มินิ (แค่ 2 คำถาม) ของเขาก็พบว่า นิสิตป.โทด้านฟิสิกส์คนนี้มีอะไรอยู่ในหัวเยอะเหมือนกัน …ดีใจกับแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคำพูดสั้นๆไม่กี่ประโยคของเขา

มันอาจจะไม่ใช่ว่าเราสนใจอะไรแล้วทำมันหมดทุกอย่าง แต่ถ้ามองในแง่ของ “โอกาส” แล้ว ถ้ามันมีช่องเราก็ควรที่จะลองแหย่เท้าเข้าไปดู การที่เราหยุดตัวเองไว้เพียงเพราะความไม่มั่นใจโง่ๆไร้เหตุผล นั่นเท่ากับเป็นการดูถูกคุณค่าของชีวิตตัวเองเลยก็ย่อมได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็อาจเป็นได้แค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ทำสิ่งสิ่งหนึ่ง พอหมดสภาพเขาก็โยนทิ้งเพราะเราทำอย่างอื่นไม่เป็น

“ผมเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว ผมเป็นคนชอบอะไรหลายๆอย่าง อ่านหนังสือก็อ่านหลายๆแบบ พอมาลองทำงานผมก็เลยเปลี่ยนดู ลองทำโน่นทำนี่ ผมทำงานในรูปแบบองค์กรมาเยอะทั้งธนาคาร สถาบันการเงิน กฎหมาย ซึ่งเป็นงานที่หนักทั้งหมด ผมก็อยากลองดูว่าเรามีความสุขจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งลุกมาจากโต๊ะตอนอายุ 50 ปี แล้วเพิ่งมารู้สึกตัวว่า 30 ปีของเราหายไปแล้วกับการนั่งทำสิ่งพวกนี้ ผมก็เลยตัดสินใจถอยหลังออกมาลองทำอย่างอื่นดูบ้าง ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ทำงานสนุกมาก ท้าทาย แต่ก็เครียดมาเหมือนกัน เราต้องหาจุดตรงกลางให้เจอ ต้องไตร่ตรองกับว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นสิ่งที่ชีวิตเราต้องการจริงๆหรือเปล่า เป็นสมดุลของชีวิตที่ผมพยายามหาอยู่”

- กร เกียรติเฟื่องฟู, หน้า 84, อะเดย์ เล่มที่ 85

อาจจะพูดได้ว่า ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์คนนี้ได้ทำให้ฉันกระจ่างกับสถานะทางชีวิตในปัจจุบันนี้มากขึ้นผ่านทางบทสัมภาษณ์ของเขา ฉันเชื่อว่า การได้ทำอะไรไปเรื่อยๆเพราะอยากทำ ทำแล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดเท่าที่คนคนนึงจะค้นพบได้แล้ว คือคล้ายกับเป็นเกมเกมหนึ่ง คุณจะสามารถใช้เวลาที่ให้มาทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำได้มากแค่ไหน ทั้งนี้ก็จะมีตัวแปรสำคัญในเรื่องของความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องเลือกดูว่าจะอึดอัดอยู่ในระบบอย่างปลอดภัยเหมือนนั่งคุก หรือจะออกมาวิ่งเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกอย่างเด็กช่างสงสัย

เคยมีคนบอกไว้ ถ้าสนใจอะไรควรตั้งใจกับมันให้เต็มที่ เป็น expert ในสายนั้นๆให้ได้ ก็ไม่เถียงหรอกว่ามันเป็นความจริง แต่นั่นมันสำหรับคนที่ “ค้นพบ” แล้วต่างหากว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่กับชีวิต คำว่า expert อาจไม่ได้หมายถึงในแง่ของอาชีพ แต่อาจเป็นการใช้ชีวิต เป็นความคิด เป็นสิ่งที่เราเป็น เราทำ เราถนัด หากเราพบแล้วว่าเราเกิดมาเพื่อทำอะไร ก็ให้รีบหมกตัวเข้าไปในสิ่งนั้นให้ถึงที่สุด ซึ่งเรื่องแบบนี้จะให้กำหนดตายตัวไม่ได้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ ก็คงเป็นเรื่องของจังหวะชีวิตเท่านั้นแหล่ะว่าใครจะพบก่อนใคร

อาจเป็นไปได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้มีอะไรให้ลองทำลองเล่นเยอะเหลือเกิน สำหรับคนที่ชอบคิดไปเรื่อยๆอย่างฉัน มันก็เหมือนได้เข้าไปอยู่ในสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นหลายอย่างให้ได้ลองเล่น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งฉันก็คงจะนึกได้เองว่า เครื่องเล่นอันไหนที่ฉันเล่นแล้วรู้สึกสนุกที่สุด ซึ่งฉันว่าเวลานั้นก็ใกล้เข้ามาแล้วล่ะ

อย่างไรก็ตาม บางทีฉันอาจไม่เหมาะกับการปักหลักอยู่กับที่เพื่อ “ก่อยอด” ก็เป็นได้ ในตอนนี้ การได้กระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งคงเป็นความสุขที่สุดแล้วสำหรับฉัน

ใส่ความเห็น