ช่วงนี้รู้สึกสนใจกล้องโบราณสมัย 40-50 ปีที่แล้วมากๆ เปิดดูแต่ละรุ่นมีรูปร่างหน้าตาแปลกๆงามๆเยอะ ชวนนึกถึงความคลาสสิคแบบยุคหลังสงครามโลก แถมยังเป็นอะไรที่ท้าทายดีในการใช้กล้องเก่าแบบที่คนยุคเก่าเขาใช้กัน บางรุ่นไม่มีที่วัดแสง บางรุ่นต้องกะระยะโฟกัสเอาเอง ก็เป็นความลำบากที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่จะกลับไปเล่นกล้องฟิล์ม ซึ่งตอนนี้เราก็ทำการขุด Nikon F80 ที่ใช้เมื่อสมัยมัธยมฯ มาฟิตซ้อมร่างกายเตรียมออกปฏิบัติการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาคือเมื่อไหร่เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ก็ได้เล็งกล้องโบราณไว้ 2-3 ตัว คงต้องใช้ชีวิตอย่างอดๆอยากๆเพื่อจะได้เก็บเงินให้ครบ หรือไม่ก็ต้องหาทางหาทุนมาให้ทันสักทาง
Werra I (Germany, 1955)
อันดับ 1 ตกเป็นของกล้องสีเขียวหม่น หน้าตา clean แบบผู้ดี ส่งตรงจากโรงงาน Carl Zeiss Jena ในเยอรมัน ตัวนี้เป็นกล้อง 35mm ขั้นทวด เนื่องด้วยเราต้องปรับทุกอย่างเอาเองหมด ตั้งแต่ f-stop, shutter speed, focus โดยความที่มันไม่ใช่กล้องแบบ rangefinder จึงต้องมานั่งกะระยะเอาเองว่าพอหรือยัง ออกแนว Smena 8M เพราะฉะนั้นหากเอามาใช้ถ่ายแนวโม่ก็น่าจะพอไปไหว (ความรั่วคงไม่มี เพราะมันไม่ใช่กล้องของเล่น) จุดเด่นของมันคือ หน้าตาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ปกติแล้วกล้องทั่วไปจะมีที่กรอฟิล์มและอะไรจิปาถะให้เห็นเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านบน แต่เจ้า Werra I ตัวนี้กลับซ่อนทุกอย่างไว้ด้านใต้+ด้านหลัง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นความงามแบบสะอาดสะอ้าน ดูเนี้ยบสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ทริคอีกอย่างคือ ฝาครอบเลนส์ ที่ทำมาครอบเลนส์จริงๆทั้งเลนส์เลย หากถอดออกก็สามารถนำมาใช้เป็น sunshade ได้ด้วย ข้อเสียอย่างเดียวในแง่รูปลักษณ์คือสีของมันเนี่ยแหล่ะ โดยส่วนตัวแล้วถ้าเป็นสีดำจะเวิร์คมากกว่าในหลายๆแง่ แต่สำหรับผู้ที่ชอบความแปลกถึงขั้นขีดสุด สีเขียวโทนนี้ก็ให้อารมณ์ antique ได้ดีทีเดียว
Fed 5B (Russia, 1975-90)
กล้องรัสเซียตัวนี้เห็นมีออกมาอยู่ 3 แบบให้เลือก แบบแถบดำ แบบแถบเงิน และแบบแถบเงินโลโก้ Moscow Olympic Games ตัวนี้ดีกว่าตัวที่แล้วหน่อยตรงที่เป็นกล้อง rangefinder มองทาง viewfinder แล้วปรับโฟกัสให้ตรงได้เท่าที่เห็นเลย ยังคงน่าตื่นเต้นเพราะมันเป็น Manual 100% เช่นเดียวกับ Werra I ใช้ฟิล์ม 35mm อย่างไรก็ตามน้ำหนัก 720g ของมันท่าทางจะหนักไม่ใช่เล่น เจ้านี่ไม่มีที่ต่อสายสะพายข้างกล้อง ต้องใช้คู่กับกระเป๋าหนังที่แถมมาให้ หรือไม่ก็ใส่กระเป๋าอื่นแทน
Agfa Isolette II (Germany, 1952-58)
แรกพบก็หลงรักทันทีกับกล้อง folding camera ตัวนี้ เป็นกล้อง medium format ใช้กับฟิล์ม 120mm จึงถ่ายได้เพียง 12 รูป ขนาด 6×6cm ความจริงแล้วหากเป็นรุ่น Isolette III จะแถม rangefinder มาให้ด้วย แต่เท่าที่เห็นมีขายก็เป็นรุ่นนี้ซะส่วนใหญ่ จึงต้องใช้ฝีมือและความชำนาญในการปรับแต่งทุกอย่าง กว่าจะได้แต่ละรูปมาคงใช้เวลานานไม่ใช่เล่น เว้นแต่จะยิงแหลกไม่ยั้งตามสไตล์โม่ แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากใช้กล้องนี้แบบช้าๆได้พร้าเล่มงามมากกว่า เห็นกระโปรงมันแล้วนึกถึงร้านกล้องของอากงสมัยโน้น ความแอนธีควินเทจให้เต็มไปเลย
Yashica 635 (Japan, 1969)
กล้อง TLR รุ่นนี้ใช้ได้ทั้งฟิล์ม 120mm และ 35mm (แต่ต้องมี accessory พิเศษ) อันนี้สนใจเพราะอยากลองกล้องแบบเลนส์คู่มานานแล้ว (เวลาถ่ายจะใช้วิธีมองจากด้านบนแทนการมองผ่าน viewfinder) เห็นว่าตัวนี้ครบทั้งความเป็น manual และหน้าตาที่ลงตัว แบกไปมาเหมือนถือกล่องนม น่าสนุกดี แต่ราคาเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย
รวมราคากล้องทั้ง 4 ตัวก็เฉียด 2 หมื่น ไม่นับค่าฟิล์มค่าซ่อมที่ตามมา คงได้แต่หวังว่าสักวันจะมีเก็บไว้เป็น collection กล้องโบราณ วางเรียงเป็นแถบในตู้กระจกอย่างดี ว้าว ว้าว ก็คงต้องฝันแล้วหาทางเก็บตังค์กันต่อไป
3 ความเห็น
ตุลาคม 30, 2007 ที่ 8:45 am
Werra กับ Yashica TLR น่าเล่นกว่าเพื่อนน่ะ ส่วน Fed ก็ใหม่หน่อยและถูกสจตางค์ ที่ไม่น่าลองเลยคือ Agfa folding น่ะ เพราะว่า bellow มันแสงรั่วประจำเนื่องจากไม่ได้ทำด้วยหนัง แต่เป็นวัสดุคล้ายๆไวนิลอาบผ้า (อย่างกับผ้าบุดอกลำโพงงานวัด) ป่านนี้เสื่อมสภาพหมดแล้ว
ถ้าจะหาครบ 4 ตัวนี้ งบไม่ถึงหมื่นหรอกน่ะ
เมษายน 23, 2008 ที่ 4:01 pm
ขอโทษนะครับไปหาข้อมูลกล้องมาจากไหน แล้วหาซื้อได้ที่ไหนอ่า
ตุลาคม 1, 2008 ที่ 4:17 pm
ถ้าอยากกล้องประเภทนี้ละก็ผมมีอยู่หลายอัน โดยเฉพาะกล้อง Folding camera ของ Zeiss Ikon 6×9 สภาพสวยมากเหมือนใหม่ ขณะนี้ต้องการขายครับ ติดต่อได้ 0891213968